Image

            ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สำหรับใครไม่ชอบเดินทางต่างหวัด เน้นเที่ยวอย่างสงบรับปีใหม่ใจกลางกรุง ขอแนะนำกิจกรรมเสริมบุญบารมี สร้างมงคลรับปีมะโรงด้วยทริปนมัสการ 9 พระอารามหลวง และ   2 ศาลศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะรัตนโกสินทร์ สักการะพระคู่บ้านคู่เมืองครบทุกวัดภายใน 1 วัน

แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากวัดไหน  ผมมีเส้นทางแนะนำสำหรับท่านที่พาครอบครัวโดยมีรถยนต์ส่วนตัวมา แนะนำให้เริ่มต้นจาก “วัดชนะสงคราม” อยู่บริเวณถนนจักรพงษ์ เนื่องจากมีบริการที่จอดรถราคาเหมาทั้งวันเพียง 50 บาท  ถ้าไปจอดไหว้ที่อื่นแพงกว่า ตกชั่วโมงละ 10-20 บาท หรือลงรถเมล์ตรงหน้ากองสลาก แล้วเดินเลาะทางถนนข้าวสารออกมายังวัดชนะสงครามก็ได้

ตามคติความเชื่อ หากได้มาไหว้พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ฯ และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสงหนาท วัดชนะสงคราม จะมีชัยชนะต่อสิ่งทั้งปวง อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้ไป

ใกล้กันจะติดกับ “วัดบวรนิเวศวิหาร” เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 ซึ่งรัชกาลที่ 6,7 และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช โดยเข้ามากราบไหว้พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ เชื่อว่าจะพบพานแต่สิ่งดีงามในชีวิต  ต่อจากนั้นแนะนำให้นั่งรถตุ๊กตุ๊กตรงไปยัง “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” แถวปากคลองมหานาค เป็นวัดโบราณมาแต่สมัยอยุธยา แลนมาร์กที่เด่นชัดคือ เจดีย์ภูเขาทองภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หากได้มากราบไหว้เชื่อว่าช่วยเสริมสร้างความคิดอันเป็นมงคล ถวายสักการะด้วยธูป 9 ดอกเทียน 1 เล่มและดอกบัว 3 ดอก

เดินไปไม่ไกลก็ถึง “วัดสุทัศนเทพวราราม”  นมัสการพระศรีศากยมุนีองค์ประธานที่เก่าแก่  อดีตเคยประดิษฐานที่วัดมหาธาตุสมัยกรุงสุโขทัย  ไหว้พระที่นี่เชื่อว่า จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป  และต้องไม่พลาดนมัสการ “ศาลเจ้าพ่อเสือ”  เป็นศาลเจ้าชาวจีนแต้จิ๋วที่ประดิษฐาน เฮี้ยงเทียนเซียงตี่  เจ้าพ่อเสือ  เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่ทับทิม  เชื่อว่าหากได้ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือจะช่วยสะเดาะเคราะห์ เสริมอำนาจบารมีได้ดียิ่งนัก

ต่อจากนั้นแนะนำให้ไปสักการะ “ศาลหลักเมือง”  ผูกริ้วผ้าสี ณ 4 เสาองค์จำลอง  ไหว้เทพารักษ์ประจำศาล รวมถึงบูชาหลักเมือง 2 รัชกาลตามคติ “ไหว้หลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี”  เลาะเข้าประตูวิเศษชัยศรี (เปิดทุกวัน) นมัสการองค์พระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูหนาว “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”  ชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถ ตามคติเชื่อว่าไหว้พระแก้วมรกต จะมีแก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมาตลอดปี

เดินชิลๆต่อไปยังท่าเตียน สู่ “วัดพระเชตุพนฯ” หรือวัดโพธิ์ นมัสการพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแน่นขนัดทุกวัน เชื่อว่าไหว้พระนอนวัดโพธิ์แล้วจะอยู่ดีกินดี ร่มเย็นเป็นสุข   ย่านท่าเตียนมีร้านอร่อยๆ เหมาะเป็นจุดพักทานมื้อเที่ยง ถ้าอิ่มท้องแล้วให้เดินไปลงเรือท่าปากคลองตลาด ข้ามไปนมัสการหลวงพ่อโต ซำปอกง “วัดกัลยาณมิตร” เชื่อว่าจะเดินทางปลอดภัยได้ลาภตลอดปี  และสามารถเดินทะลุไปไหว้พระปรางค์ “วัดอรุณราชวราราม” ข้างกองทัพเรือ เชื่อว่าจะมีชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน

ปิดท้ายด้วยการนั่งรถตุ๊กตุ๊กไปลง “วัดระฆังโฆษิตาราม”  สักการะวัดที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้คนนิยมขอพรโดยสวดคาถาชินบัญชรจะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนนิยมชมชอบ

สำหรับคนที่จอดรถยนต์ไว้ที่วัดชนะสงครามให้ลงเรือด่วนไปลงท่าพระอาทิตย์ได้เลย  ส่วนใครที่แรงกายยังไหว เชียร์ให้ไปนมัสการพระทันตธาตุ พระกัสสปพุทธเจ้าอัญเชิญจากประเทศภูฏาน ณ บริเวณท้องสนามหลวง มีจนถึง 8 ม.ค. 2555  ถือเป็นโอกาสมงคลที่สุดที่ชาวไทยได้กราบไหว้บูชาเพราะไม่เคยนำออกจากประเทศเลย ขนาดชาวภูฏานยังได้สักการะเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ถ้าเข้าวัด แนะนำว่าควรแต่งกายมิดชิด เรียบร้อย  อีกทั้งควรเตรียมเหรียญหรือแบงก์ย่อยไว้เยอะๆ จะได้สะดวกในการร่วมบุญในแต่ละวัด     ทำจิตใจให้ว่าง ไม่คิดฟุ้งซ่าน หรือขุ่นมัวในอารมณ์ เพราะบุญที่บริสุทธิ์เกิดจากใจที่ใสสะอาด ขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ อุ่นใจ ชีวิตสดใส ร่างกายแข็งแรงรับปีใหม่และตลอดไป

                                        

             ประเทศใดใดในโลกล้วนมีค่านิยมชุดหนึ่งที่แกะพิมพ์เดียวกันออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อิรัก หรือเฮติ  “คนในเมืองหลวง” และ “คนนอกเมืองหลวง” ได้รับการตีความเหมือนกันทั่วโลก

            “เมืองหลวง” ได้รับอานิสงส์ที่ดีครบทุกมิติ ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นแหล่งรวมฐานบัญชาการธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วประเทศ ,ด้านสังคม ที่ประชากรมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากนักการเมืองผู้มีอำนาจ , ด้านสาธารณสุข ที่ประชาชนเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่พึงพอใจการบริการก็สามารถโทรแจ้ง Call center และได้รับการตอบสนองโดยทันที , ด้านการศึกษา ที่รวมเอาสถาบันกวดวิชา สถาบันภาษาและศูนย์การเรียนรู้ทุกแขนงไว้เป็น One stop city หรือด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งนวัตกรรมจากประเทศตะวันตกจะเข้ามาถึงเมืองหลวงทุกแห่งในโลกเป็นที่แรก

              ในมิติทางรูปธรรม…ถือว่าชาวเมืองหลวงมีชัยเหนือชาวต่างจังหวัดไปไกลโข

               สำหรับ “ต่างจังหวัด” หรือหัวเมืองน้อยใหญ่ประจำภูมิภาค ก็มีอานิสงส์เฉพาะตัวในมิติที่แตกต่าง เช่น มิติทางสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นแหล่งสร้างรายได้ขนาดมหาศาลเข้าสู่ระบบการผลิตโลก , ด้านทรัพยากร ซึ่งส่วนใหญ่พบในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรณีวิทยาและนิเวศวิทยาสูง และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งชูจุดขายสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายหมื่นแสนล้านบาท ผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายและได้ใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างล้นหลาม

               มิติที่นอกเหนือ…ถือว่าพลเมืองต่างจังหวัดก็ช่วยกันสนับสนุนเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

               แต่เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิติด้านความสุขมวลรวม เป็นสิ่งที่ควร “ย้อนมอง” เป็นวาระแห่งชาติโดยด่วน เพราะแนวคิดเรื่อง GNH เป็นการวัดการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เน้น “ความสุข” ที่แท้จริงของคนในสังคม

               โดยภายหลังจากบทเรียนทางการเมืองเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา 2553 จบลง ภาครัฐได้ปล่อยกิจกรรม “ขอพื้นที่ความสุขคืนให้แก่คนกรุงเทพฯ “ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมช็อปช่วยชาติที่ส่งเสริมให้ประชาชนออกไปจับจ่ายซื้อของอุดหนุนผู้ประกอบการภาคธุรกิจย่านราชประสงค์ สีลม และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเมือง หรือกิจกรรมโครงการดนตรีการกุศล “รวมกันเราทำได้” เพื่อระดมทุนจากเงินบริจาค นำไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์เพลิงไหม้และฟื้นฟูกรุงเทพมหานคร

                ขณะที่วิกฤตครั้งดังกล่าวได้สร้างผลกระทบแก่คนต่างจังหวัดเช่นกัน แต่กิจกรรม “ความสุขของคนต่างจังหวัด” ยังคงเป็นกิจกรรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ส่งเสริมกิจกรรมเชิงประเพณีและวัฒนธรรมแบบเดิมทุกๆปี

                ตีความง่ายๆได้ว่า วิธีการของรัฐต่อคนกรุงเทพฯ เป็นการเสริมสร้างความสุขผ่านแนวคิดเชิงเยียวยาในระยะสั้น ส่วนวิธีการสำหรับคนต่างจังหวัด รัฐไม่ได้หยิบยื่น หากแต่เป็นการหยุดนิ่ง ให้แนวคิดเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมระยะยาว เดินไปตามปฏิทินประจำปีที่กำหนดไว้

                รัฐมอบความสุขให้ประชาชนได้ไม่ทั่วฟ้า…

                นอกจากนี้ ชุดวาทกรรม “ความสุขของคนกรุงเทพฯ”ที่มาพร้อมกับบทเรียนทางการเมืองครั้งที่ผ่านมา ยังก่อให้เกิด 2 ศ นั่นคือ “ศัพท์และศพ”

                ความสุขของคนกรุงเทพฯ ได้สร้างศัพท์ทางการแบ่งแยก “ชนชั้น” และ “ความเป็นคนใน-คนนอก” ออกจากกัน ซึ่งอธิบายความได้ดังนี้

                – ชนชั้นที่ 1 ปัญญาชน พหูสูตทุกศาสตร์ ใช้อำนาจเงียบขับเคลื่อนสังคม (นักการเมืองทั่วประเทศ) ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปในกรอบที่ตนคาดหวัง แต่ไม่ชอบการปะทะโดยตรง จึงหยิบยื่น “วิธีการ” แทนการลงมือปฏิบัติ ทำให้ตนคือผู้ถือไพ่เหนือ และใช้อำนาจสั่งการแก่คนเบื้องล่างให้เดินเกมบนกระดาน

                 – ชนชั้นที่ 2 ปุถุชน ไม่ดิ้นรนมากมาย พอใจในไทยที่เป็นอยู่ ขออยู่อย่างสงบสุข ไม่ต้องการนองเลือด เป็นความสุขในโลกแห่งความจริงของคนกรุงเทพฯแทบจะทั้งหมด ไม่ต้องการสงคราม ต้องการแค่ชีวิตเท่าที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการระบอบ ระบบที่ยุ่งยาก แต่ก็พยายามไขว่คว้าสิ่งที่ดีกว่าบนพื้นฐานของการไม่เอาตนเองไปยืนบนความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน

                  – ชนชั้นที่ 3 มหาชน กสิกรกรรมาชีพ ที่เฝ้าต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยไร้อำมาตย์” แทบจะเป็นกลุ่มแรงงานต่างจังหวัดในกรุงเทพฯทั้งหมด ที่ถูกชนชั้นที่ 1 บงการ และถูกแบ่งแยกทางความคิดจากชนชั้นที่ 2 ซึ่งรังเกียจคนเสื้อแดงเนื่องจากมีนามสกุลสากลห้อยท้ายทุกคนว่า “ผู้เผาทำลายบ้านเมืองตัวเอง”

                    และ ศพ ซึ่งไม่ใช่ผลพลอยได้ หากแต่เป็นผลพลอยเสียจำนวนมากจากเหตุการณ์เผากรุงและการสู้รบระหว่างทหารกับประชาชน กรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงของสยามเมืองยิ้ม จึงกลายเป็นประเทศที่นานาชาติยิ้มไม่ออกไปโดยปริยาย

                    หลังภาวะการสูญเสีย การฟื้นฟูเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับกรณีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ฟื้นฟูสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นสภาพจิตใจซึ่งต้องเยียวยาอย่างถูกเวลาและถูกวิธี

                   มองเห็นความพยายามของภาครัฐในการออกมาแก้ไขปัญหาความสูญเสียของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ โดยจัดมหกรรมลดกระหน่ำสินค้าแบรนด์ดังจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำและเปิดพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯช็อปช่วยชาติ แต่การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัฐตีโจทย์ถูกเพียง 20% เพราะผลตอบรับคือ ทันทีที่ห้างเปิดขายได้ตามปกติ รัฐบาลส่งเสริมให้คนออกมาใช้เงิน โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้สูญเสีย เพราะชาวต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อยที่เดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมศพญาติกลับไป

                    กรุงเทพฯ บ้านเมืองวอดวาย แต่หัวใจคนต่างจังหวัดหลายชีวิตแทบดับสลาย…ทุกข์ไม่ต่างกัน

                    รัฐอาจคิดถูกที่พยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว แต่รัฐไทยยังขาดความรอบด้าน และความเท่าเทียมอีกขนานใหญ่ เพราะหลายจังหวัดประสบปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ และราคาพืชผลที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เป็นปัญหาที่ต้องเร่งเคาะสนิมอันดับต้นๆ อีกทั้งปัญหาชายแดนไทยเขมร ยังต้องการคำตอบที่ต้องเกิดการสูญเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด หรือภัยน้ำท่วมดินถล่มที่สร้างความสูญเสียให้ประชาชนทางภาคเหนือจนไร้บ้านอยู่อาศัย

                    อะไรคือความสำคัญอันดับหนึ่ง อันดับสอง และสามของรัฐ?

                     ถ้าชีวิตประชาชน คือ สิ่งที่รัฐต้องใส่ใจดูแลเป็นที่สุด ขอให้รัฐย้อนมองความเป็นจริงของทุกองคาพยพ ทุกพื้นที่

                     อย่าให้ “ความสุขของคนกรุงเทพฯ” เป็นเพียงวาทกรรมคืนความเชื่อมั่นให้แก่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ

                    อย่าปล่อยให้ “ภาษา” เป็นตัวสร้างศัพท์แบ่งแยกไทยออกจากกัน

                    รัฐควรมีวาทกรรมชุดที่ทำให้คนไทยมีความรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มากกว่า ความแตกแยก

                    และรัฐก็ไม่ควรใส่ใจเพียงแต่ความสุขและผลประโยชน์ที่เกิดจากศูนย์กลาง เพราะทุกวันนี้ “คนใน” ได้อะไรเยอะเกินไป ขณะที่ “คนนอก” ก็ขาดอะไรเยอะเกินไป

                    โดยไม่รู้ว่าจุดลงตัวของประเทศไทยอยู่ที่ไหน และความสุขที่แท้จริงของคนไทย คืออะไร

                    รัฐยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ แต่ประชาชนตอบได้คำหนึ่งว่า รัฐไม่ช่วยอะไรพวกเขาเลย ไม่อยากให้รัฐถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว แต่ขอให้เริ่มแสดงท่าทีทำอะไรเพื่อให้คนไทยทุกคนเห็นตรงกันบ้าง

                   “ความสุขของคนไทย” อาจเป็นวาทกรรมของรัฐที่ยอมรับได้สักหนึ่งชุดก็ยังดี

กว่าจะเป็น…บึงกาฬ                                                                                       

            จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ตามการเสนอของกระทรวงมหาดไทยให้อำเภอบึงกาฬเป็นจังหวัดลำดับที่ 77 ของประเทศไทย โดยแยกตัวออกจากจังหวัดหนองคาย หลังจากมีการยื่นเรื่องให้มีการจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ.2537 เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นจังหวัดใหม่ตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งจังหวัดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2524  โดยนายปณิธาน  วัฒนายากร  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขั้นตอนต่อไปหลังผ่านการอนุมัติ คือการส่งร่างพรบ.เข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
             ท่ามกลางข้อกังขาของสื่อมวลชนที่ย้อนถามเหตุผลของรัฐบาลในการจัดตั้งจังหวัดใหม่ว่ามีประเด็นเรื่องการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ ส.ส.หรือไม่ มีประเด็นที่พัวพันกับเกมการเมืองอย่างมีนัยยะแอบแฝงอย่างไร ในขณะที่กระแสสังคมของหลายภาคส่วนพยายามผลักดันอำเภออื่นๆขึ้นสู่สถานะจังหวัดแห่งใหม่อย่าง “ฝาง” หรือ “แม่สอด” เสมือนเป็นการตรวจสอบระบบบริหารราชการจังหวัดไทยอยู่กลายๆที่ปัจจุบันมีสภาพดั่ง “ไม้หลักปักเลน” เต็มที
              แม้ข้อเท็จจริงเรื่องจุดกำเนิดจังหวัดบึงกาฬจะมีชุดคำอธิบายปรากฏการณ์เชิงกฏหมายได้ชัดเจนว่า ตรงตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งจังหวัดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2524  คือ ประกอบด้วยอำเภอไม่น้อยกว่า 8 อำเภอ มีประชากรไม่น้อยกว่า 3 แสนคน และหน่วยงานราชการมีความพร้อมในการตั้งเป็นจังหวัดใหม่
               แต่คำอธิบายปรากฏการณ์เชิงสังคม ยังเป็นความคลุมเครือที่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ตั้งจังหวัดใหม่แล้วจะเกิดผลดีอย่างไร  และปัญหาเก่าๆจะหายไปเพราะมีการตั้งระบบบริหารราชการส่วนจังหวัดขึ้นมาสะสางจริงหรือไม่
              ต้องมองให้ออกว่า ตัวการที่เป็นหัวหอกลดทอนประสิทธิภาพในการบริหารจังหวัด ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น..
               โดยสังคมไทยต้องยอมรับข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ รัฐบาลหลายยุคสมัยประสบความล้มเหลวในระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค  อย่างเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนบอกปัดความรับผิดชอบที่ประชาชนร้องเรียนเรื่องการแจ้งปัญหาระบบไฟฟ้า  เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปฏิบัติหน้าที่นอกเหนืออำนาจการดูแลของตนเอง  นั่นสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความไม่คงที่ทางอำนาจที่ผู้นำถูก “กระชับวงล้อม” ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามขอบเขตที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเท่านั้น
                สำหรับ บึงกาฬ แม้ยังไม่มีสถานะเป็นจังหวัดอย่างสมบูรณ์  แต่เหตุผลการเกิดจังหวัดบึงกาฬมีมิติทางสังคมที่เห็นสมควรเลื่อนชั้นได้  
                เพราะนอกจากอำเภอบึงกาฬจะผ่านเกณฑ์คุณสมบัติหลักการจัดตั้งจังหวัดตามมติครม.ทุกข้อแล้ว บึงกาฬเกิดพื้นที่สีแดงบริเวณชายแดนไทย-ลาวอยู่บ่อยครั้ง และการใช้งบประมาณบริหารระดับอำเภอมีประสิทธิภาพในการจัดการน้อย ซึ่งหากแยกตัวออกเป็นจังหวัดจะทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณต่างๆได้มากขึ้น  อีกทั้งบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่ติดชายแดนลาว การผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่งในการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจระหว่างกัน เพราะไทยพึ่งพาลาวเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้า ลาวนำเข้าสาธารณูปโภคจากไทย ลาวเป็นทางผ่านไทย-จีนแห่งใหม่ และอาจเกิดเขตชายแดนใหม่ที่มีระบบตรวจสอบและระบบให้บริการประชาชนที่สะดวกสบายกว่าเดิมอีกด้วย
                 อีกทั้งประชาพิจารณ์จากภาคประชาชน  นักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่นต่างเทคะแนนความยินยอมการแยกตัวออกจากหนองคายถึง 98.83 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นเอกฉันท์
                แต่สำหรับพื้นที่อื่นที่กำลังยื่นคำร้องขอตั้งจังหวัด ขอให้พิจารณาทุกองคาพยพอย่างรอบคอบ เพราะไม่อยากให้หน่วยงานพิ่มขึ้นเพียงปริมาณแต่ขาดคุณภาพในการจัดการ ทั้งนี้การตั้งจังหวัดใหม่ต้องใช้งบประมาณมากถึง 300 ล้านบาท  อำเภออื่นที่มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นจังหวัดอาจต้องพิจารณาให้เกิดความคุ้มค่าที่จะทำ ก่อนมีการผลักดันร่างพรบ.ฯสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
                 และไม่ใช่ว่าอำเภอไหนๆก็ตั้งจังหวัดกันได้ง่ายๆ  เห็นได้จากความพยายามที่ล้มเหลวของหลายพื้นที่ที่ต้องการยกระดับอำเภอสู่จังหวัดเพื่อประโยชน์ในการจัดสรรงบประมาณ  เช่น  อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่,อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
                 ไม่อยากให้ล้ม เพราะคิดไม่รอบ ต้องดูความจำเป็นและความสำคัญ  ไม่ใช่เข้าเกณฑ์ก็ตั้งได้  ต้องดูทุกองคาพยพ        
                คำถามที่เกิดขึ้นต่อกระแสในการยกระดับอำเภอสู่จังหวัด คือ ประเทศไทยต้องมีกี่จังหวัดถึงจะเพียงพอ?
                 แต่จะบังคับจำนวนจังหวัดให้หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะอัตราการเกิดของประชากรเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
                ดังนั้น ไทยก็ต้องดำรงตนต่อไปอยู่ในบริบททางสังคม วัฒนธรรมที่เป็นอยู่  แม้พบว่าปัญหาระบบการกระจายอำนาจที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นดูแลจะปรากฏช่องโหว่อยู่เสมอ โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ที่เอาใจ ”ประชาธิปไตย” จนเกินไป เห็นได้จากอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอท้องที่ต่างๆถูกลดบทบาทโดยให้องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) รับผิดชอบดูแลเรื่องงบประมาณด้วยตนเอง  ซึ่งคนที่เข้ามาบริหารงบประมาณในอบต.ก็ไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง เหล่านี้คือสาเหตุบางประการที่ทำให้การคอรัปชั่นเชิงโครงสร้างถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่รากหญ้าสู่ปลายยอดจวบจนปัจจุบัน
                  ได้เพียงแต่หวังว่า กำเนิดของจังหวัดบึงกาฬ จะบรรลุผลตามอำนาจประชาพิจารณ์ของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนได้รับประโยชน์จากการแยกจังหวัด โดยจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่จะต้องมีประสิทธิภาพเรื่องการจัดสรรบุคลากรเข้ามาบริหารนโยบายและงบประมาณ ไม่ใช่ตั้งใหม่แล้วกลายเป็นจังหวัดชายขอบอย่างอำนาจเจริญ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2536 แต่งบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยยังคงเทไปที่จังหวัดใหญ่ๆแทนที่จะมาถึงจังหวัดน้องใหม่ โดยล่าสุดอำนาจเจริญได้งบประมาณ 514 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดินปีพ.ศ.2552 ทั้งหมด 1.5855 ล้านล้านบาท คิดเป็น 0.000000032% ของงบประมาณทั้งหมด
                  นอกจากนี้ นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดบึงกาฬต้องตระหนักว่า ไม่ควรใช้อำนาจของตนหาผลประโยชน์จากจังหวัดตั้งใหม่เพื่อเดินเกมแย่งเก้าอี้ในสภาฯ   เพราะจังหวัดบึงกาฬเกิดขึ้นด้วยความถูกต้องและชอบธรรมทางกฎหมายตามมติครม.ว่าด้วยหลักการจัดตั้งจังหวัด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2524  และชาวจังหวัดบึงกาฬควรเป็นผู้รักษาความชอบธรรมดังกล่าว โดยไม่ให้ผู้มีอำนาจฝ่ายใดสามารถกดขี่สิทธิที่ตนเรียกร้องมาตลอดหลายสิบปีได้
                   เพราะกว่าจะตั้งจังหวัดหนึ่งๆได้สำเร็จ ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก แต่ล่มง่ายมากเช่นกัน แม้คำว่า “ล่ม” จะไม่ใช่การยุบจังหวัดนั้นๆไปผนวกเข้ากับจังหวัดอื่น แต่ถ้ายังเป็นระบบบริหารราชการส่วนจังหวัดเฉกเช่นปัจจุบันที่รัฐบาลกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ “ล่ม” คือ คำจำกัดความที่สั้นและเหมาะสมที่สุด หรือถ้าให้ยาวหน่อยก็ใช้ “ล้มทั้งยืน” ได้   
                     ไม่ต่างกัน…      
     
                                 
            

                     

บทหนังชั้นดี  ไม่มีตำหนิ  เพราะมีตำแหน่ง (รางวัลลูกโลกทองคำ) : Slumdog Millionaire   

            ถ้าจะมีบทภาพยนตร์สักเรื่องทำหน้าที่สื่อคุณค่าของภาพยนตร์ที่ดีได้ครบเครื่อง ทั้ง Inform, Entertain และ Educate ผมขอยกมือโหวตให้กับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทชีวิต รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 66 อย่าง “Slumdog Millionaire” ซึ่ง inform ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางศาสนา การเมือง วัฒนธรรมภายในและนอกประเทศได้อย่างลงตัว  entertain  ผสมผสาน educate ให้ผู้ชมได้ตั้งข้อสังเกตมากกว่าดูแล้วผ่านตาหูทะลุเลยไป พล็อตพ้อยท์ของชีวิตที่สมบุกสมบันมาตั้งแต่วัยเด็กใส่เรื่องราวที่ตรงกับ Frame of reference ส่วนตัวบางอย่างทำให้ผมติดใจภาพยนตร์คุณภาพชิ้นนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

           Slumdog Millionaire เป็นภาพยนตร์ที่มี Size of story ค่อนข้างใหญ่  เมื่อมี Size of story ใหญ่ก็จะมี Turning point เยอะ อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้มีบทเปิดที่ถือว่าเป็น Cliché ที่น่าสนใจ เพราะเรื่องราวของภาพยนตร์ถ่ายทอดถึงสังคมอินเดียผ่านชีวิตของ จามาล เด็กสลัมมุมไบที่เติบโตและใช้ชีวิตกับพี่ชาย ซาลิมและ ลาติกา ก่อนที่แต่ละคนจะต้องแยกจากกันและมีโอกาสมาพบกันอีก จามาลได้มีโอกาสเล่นเกมเศรษฐี และเหลืออีกเพียงคำถามเดียวที่เขาจะได้รางวัลใหญ่ที่สุดคือ เงินรางวัล 20 ล้านรูปี แต่เมื่อต้องพักการถ่ายทำรายการในช่วงกลางคืน ตำรวจกลับเข้ามาสอบปากคำเขา และกล่าวหาว่าเขากำลังโกง เพราะไม่มีใครเชื่อว่าเด็กข้างถนนจนๆจะรู้คำตอบมากมาย  จามาลจึงเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ต้องผ่านร้อนหนาวไปพร้อมกับพี่ชายซาลิม พวกเขาผจญภัยด้วยกันบนท้องถนน ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด แต่ละตอนของช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตที่จามาลเล่า ช่วยอธิบายให้คนดูได้เข้าใจว่าเขารู้คำตอบของโจทย์แต่ละข้อในเกมโชว์ได้อย่างไร และในวันรุ่งขึ้นที่จามาลจะต้องตอบคำถามสุดท้าย ซึ่งทั้งตำรวจและผู้ชมกว่า 60 ล้านคนนั้น อาจจะได้คำตอบว่า เพราะอะไรที่ผลักดันให้เด็กหนุ่มจนๆที่ไม่ได้ปรารถนาจะร่ำรวยผู้นี้ ได้มายืนอยู่ในรายการเกมโชว์ชื่อดังเช่นนี้

           ลักษณะการDesign ของ Slumdog จึงมีความน่าสนใจที่เริ่มด้วย Bad- bad- very bad-Good  มี inciting incidents อยู่ตลอดเรื่องราว คือ ผู้ชมจะลุ้นว่าแต่ละคำถามที่จามาลตอบถูกนั้น มาจากประสบการณ์ชีวิตที่เลวร้ายเพียงใด  เรียกว่าได้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตรึงคนดูอยู่ ชวนให้ดูอยากติดตามจนถึงตอนสุดท้ายว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาจะตอบคำถามได้รางวัลสูงสุดหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ชีวิตเรื่องใด

           ตอนต้น กลาง จบ ไม่มีตอนไหนที่ดึงคนดูไม่อยู่  ทุกตอนมีแง่คิดจริงๆ!! และถ้าได้สังเกตมุมกล้องที่เจตนาตั้งเอียงไว้เล็กน้อยอาจกำลังสื่อถึงความไม่สมดุลในสังคมอินเดีย แต่ประทับใจที่สุดคือ ฉากคำถามรองสุดท้ายมูลค่า 10 ล้านรูปีที่จามาลตอบไม่ได้ โดยระหว่างพักรายการ พิธีกรและจามาลเข้าไปห้องน้ำ พิธีกรได้พูดถากถางว่าไม่มีเด็กสลัมที่ไหนจะไต่ขึ้นมาได้สูงกว่าเขา ขอให้จามาลเชื่อใจเขา เขาจะช่วยให้จามาลชนะเกมได้รางวัลไปครอง แต่จามาลไม่ได้มาเพื่อชิงรางวัล จามาลมีจุดยืนว่ามาเพื่อยืนยันตัวตนให้ลาติกา หญิงผู้เป็นที่รักเห็นในโทรทัศน์เท่านั้น ประสบการณ์ชีวิตสอนให้จามาลรู้ว่าไม่มีใครที่เขาสามารถไว้ใจได้เลย เขาตัดสินใจไม่เชื่อคำพิธีกร ดังตอนที่พิธีกรบอกใบ้บนกระจกห้องน้ำให้เลือก B ในคำถามที่จามาลไม่มีข้อมูลในหัว แต่จามาลเลือกที่จะปฏิเสธ และตอบ D แม้ไม่รู้ก็ขอตอบ D แม้พิธีกรจะทวนข้อมูลให้ลองเปลี่ยนใจกี่ครั้ง D คือช้อยส์ที่เขาเลือกเอง ราวกับเป็นการท้ากลายๆว่า ยังไงคุณก็บงการทางเลือกผมไม่ได้

            ฉากคำถามสุดท้ายมูลค่า200 ล้านรูปีที่จะนำจามาลไปสู่ความเป็นเศรษฐีนั้น ได้ตอกย้ำจุดยืนและทางเลือกของจามาลได้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อจำเป็นต้องใช้สิทธิสุดท้ายคือการต่อสายถามใครก็ได้ จามาลรู้เพียงเบอร์โทรศัพท์ของซาลิมเท่านั้น  จึงต่อสายยังซาลิม แต่ลาติกาเป็นผู้รับสายแทน เวลาที่จามาลควรจะใช้เพื่อขอคำตอบสำหรับคำถามข้อสุดท้าย แต่จามาลกลับใช้ไปกับการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของลาติกาจนหมดเวลา นั่นคือฉากตอนที่เน้นย้ำว่าจามาลมาเล่นเกมเศรษฐีเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อเงินเลย แต่เพื่อบูชารักแท้หนึ่งเดียวมากกว่า แม้จะเป็น “สามัญ ณ สามัญ” จามาลก็ไม่สนใจ     เรื่องนี้สื่อข้อคิดที่ดีประการหนึ่งผ่านเกมเศรษฐีว่า “ไม่มีใครโง่หรือฉลาด อยู่ที่ว่าคุณรู้หรือไม่รู้เท่านั้น”  แล้วทำไมจามาลถึง “สามัญสู่สูงสุด”ได้ คำตอบคงชัดเจนดีเพราะมันคือชีวิตที่เขาประสบมาอย่างโชกโชน เรื่องนี้ดูแล้วทำให้ย้อนมองเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ว่าสังคมมีส่วนหล่อหลอมคน อยู่ที่คนเลือกจะยืนอย่างไร ไม่มีใครบงการใครได้นอกจากตนเองเท่านั้น เรื่องจริงนะ!@@@

ภาพ : welt.de

                           

เสียงสะท้อนจาก ‘เฟซบุ๊ก’  หลัง ‘สกอ.’ เตรียมคุมเข้มละครเวทีน.ศ. ไม่ได้ ‘ห้าม’ แค่ ‘เตือน’ แต่อย่า ‘คิดต่าง’

                เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม หนังสือพิมพ์มติชนนำเสนอข่าวกรณีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ส่งหนังสือเวียนถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือในการจัดกิจกรรมด้านการเมืองของแกนนำนักศึกษาให้จัดแสดงละครเวทีที่มีเนื้อหาเป็นกลางทางการเมือง ไม่ยั่วยุ หรือทำให้เกิดความแตกแยกว่า สกอ.ต้องการให้สถาบันอุดมศึกษางดจัดกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมือง ขณะเดียวกันในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 13-19 สิงหาคม ก็ลงบทความชิ้นนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการควบคุมจำกัดสิทธิของนักศึกษาในเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยนำเสียงสะท้อนจากสื่อเฟซบุ๊กมาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว

                  ปรากฏการณ์ที่ว่า คือ ความหวาดระแวงของภาครัฐที่แสดงท่าทีกีดกันการแสดงออกทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ทำให้หลายภาคส่วนทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายอำนาจ เย็นสบาย รองอธิการบดีฝ่ายเครือข่ายเรียนรู้เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงสมาชิกของชุมชนออนไลน์      เฟซบุ๊ก ต่างสะท้อนทัศนะต่อรัฐบาลให้ “ทบทวน” ตนเองว่าจะมีผลกระทบอย่างไรในการปิดกั้นเสรีภาพของนิสิตนักศึกษา

                  มุมมองของสังคมที่ไม่ใช่ภาครัฐ

                “ผู้ใหญ่ไม่ควรกีดกันการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษา และการชอบพูดว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจการเมือง แต่ไปสนใจเรื่องบันเทิงหรือเรื่องราวไร้สาระอื่นๆนั้น บางทีผู้ใหญ่ก็มีความกลัวมากเกินไป จนนำไปสู่การปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาในท้ายที่สุด”  นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเนื่องจากกระทำของรัฐเช่นนี้จะเป็นการกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาหันไปหาช่องทางแสดงออกอื่น

                ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง แสดงความคาดหวังว่ามหาวิทยาลัยต่างๆคงจะไม่สนับสนุนแนวคิดของ สกอ. และปล่อยให้นิสิตนักศึกษาของตัวเองทำกิจกรรมที่เป็นสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการและทางความคิดได้อย่างเต็มที่  เนื่องจากเห็นกรณีตัวอย่างจาก 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของนิสิตนักศึกษาจนทำให้กดดัน บีบคั้นและสร้างความรู้สึกร่วมของสังคมปะทุออกมาในการแสดงออกรูปแบบอื่นๆ เพราะเรื่องการแสดงละครล้อเลียนถือเป็นการระบายออกตามปกติของสังคมที่ไม่ค่อยจะเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สามารถพูดความจริงได้ ก็ต้องแสดงออกมาในแนวล้อเลียน

                ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า พลังของนิสิตนักศึกษาเป็นพลังที่บริสุทธิ์ การไปกดดันไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองจะยิ่งทำให้เขาต้องออกมาต่อสู้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเจอกับพลังของประชาชนซึ่งมีความรุนแรงเหนือกว่า                

                มุมมองนิสิตนักศึกษา     

               น.ส.วริศรา บำรุงเวช นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักแสดงละครเวทีเรื่อง “แสงศรัทธาเหนือลำน้ำเจ้าพระยา” ละครเวทีของภาควิชาสื่อสารการแสดง จุฬาฯ กล่าวว่าเนื้อหาละครเรื่องนี้สะท้อนการเมืองไทยตั้งแต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งไม่เห็นด้วยที่รัฐจำกัดสิทธิเช่นนี้ เพราะยิ่งจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกต่อต้านและอยากแสดงออกมากขึ้น

               ด้านนายภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเช่นกันว่า เป็นการออกคำสั่งควบคุมไม่ให้บุคคลแสดงออกทางความคิดผ่านงานศิลปะอย่างละครเวที ซึ่งรัฐตีความว่ามีเนื้อหาสร้างความแตกแยกในสังคม ทั้งที่นิสิตนักศึกษาพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองผ่านการแสดงละครเวทีโดยไม่มีนัยยะแอบแฝงอื่นใด

               มุมมองสื่อออนไลน์เฟซบุ๊ก

               “กลัวกระทั่งละครนักศึกษา หึๆ”

                “และคาดว่าละครดาลิตฯ น่าจะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ออกมาเต้นเร่าๆกัน ว่าแล้วก็ไปดูดีกว่า หมั่นไส้หนังสือเวียน ชิ”

               “สรุปแล้วข่าวที่มติชนลงเรื่องละครเวทีการเมืองนั้น เป้าหมายสำคัญในการจับตามองอยู่ที่ “ดาลิต” ของวารสาร มธ. และละครเวทีของ ม.กรุงเทพฯ”

               “การควบคุมการแสดงออกของนักศึกษาที่ขยายวงจากเรื่องการเมืองเป็นการแสดงละครแบบนี้คือตัวอย่างว่ารัฐเดินหน้าควบคุมความคิดสังคม คำถามไม่ได้อยู่ที่ระบอบปัจจุบันเลวร้ายแค่ไหน แต่คือระบอบจะเดินหน้าเลวร้ายต่อไปอีกไกลขนาดไหนจนถึงจุดที่มืดมิดที่สุดของมัน”

                “น่าสนใจว่าละครเวทีนักศึกษาโดนเล่นก่อนหนังสั้น ทั้งนี้เพราะละครเวทีดูเป็นกิจกรรมที่แมสกว่าในสายตารัฐและสังคม และรัฐยังติดกับความหลังเรื่องละครแขวนคอ?”

                มุมมองจากสมาชิกชาวเฟซบุ๊กก็ถ่ายทอดไว้อย่างหลากหลายทางอารมณ์และเนื้อหา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตั้งคำถามกับท่าทีของภาครัฐที่แสดงออกต่อกิจกรรมบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล

                ในขณะที่มุมมองจากภาครัฐ แค่ต้องการ “เตือน” ไม่ได้ “ห้าม” แต่อย่า “คิดต่าง”

                 นายชินวรณ์ บณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่าหนังสือเวียที่สกอ.ทำถึงสถาบันต่างๆไม่ได้ลงลึกถึงขั้นควบคุมเนื้อหาละครเวทีของนิสิตนักศึกษา เพียงแต่ขอความร่วมมือให้งดจัดกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมือง

                 ด้านนายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายตนไม่ได้ห้ามนักศึกษาแสดงละครเวทีทางการเมือง ไม่ว่าจะงิ้วหรือโขน แต่ถ้ามีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ต้องกำกับให้อยู่ในความเหมาะสม และเห็นว่าการทำกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาต้องส่งเสริมสนับสนุนแต่อยู่ในกรอบที่เหมาะสม       ขณะที่นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่ายินดียกเลิกหนังสือเวียน แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่การออกหนังสือเวียนถึงมหาวิทยาลัยทั่วไป เพื่อเตือนให้ใช้ดุลยพินิจในการจัดแสดงละครเวที ไม่ใช่การห้าม

                ต่อปรากฏการณ์สังคมที่รัฐปิดกั้นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ทำให้นึกถึงงานเขียนของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เขียนหนังสือ “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน”    บท “เวทีเปิดที่เปรตปิดไม่ได้”  ซึ่งเป็นบทที่สื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นเวทีเปิดให้แถลงประเด็นใดๆก็ได้แก่ประชาชน ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของสถาบัน การศึกษาอย่างหนึ่ง  ไม่ว่าจะมีประเด็นคัดค้านถกเถียงอย่างไร สังคมก็ยังได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่ถกเถียงนั้นอยู่ดี     โดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ ต้องการวิพากษ์บทบาทมหาวิทยาลัยต่อสังคมว่า “ตราบเท่าที่มีมหาวิทยาลัย ก็จะมีเวทีเปิดสำหรับทุกคนเสมอ”  ซึ่งท่านเห็นว่าถ้าสังคมมหาวิทยาลัยไม่มีเวทีให้แสดงเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน ก็จะไม่เกิดเสรีภาพที่นำไปสู่การเรียนรู้ใดๆเลย

             “ตราบเท่าที่มีมหาวิทยาลัย ก็จะมีเวทีเปิดสำหรับทุกคนเสมอ” 

             และบทบาทของรัฐไทยต่อกรณีนี้ ทำให้ฉุกคิดถึง รูปแบบการปกครองรัฐโอชันเนีย ของ Big Brother ในนวนิยาย 1984 ของ George Orwell ว่าเป็นรัฐที่มนุษย์ถูกกดทับสิทธิขั้นพื้นฐานทุกประการโดยสิ้นเชิง  ไม่ว่าจะเป็นความคิดอ่าน  การรับรู้  การแสดงความคิดเห็น  การตั้งคำถาม  การรับสื่อ หรือแม้กระทั่งการร่วมกิจกรรมทางเพศ ซึ่งใครคิดต่างจากบิ๊กบราเธอร์ คือศัตรูของรัฐ

             การกระทำของรัฐในครั้งนี้ แสดงให้เห็นการขยับรัฐเข้าใกล้รัฐที่ปัจเจกภาพของมนุษย์มีค่าเป็นศูนย์ หรือเป็นรัฐที่ประชาชนไม่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลใดๆแม้แต่น้อย

             รัฐโอชันเนีย จึงไม่ใช่รัฐทางประชาธิปไตยที่สังคมไทยถวิลหา  และการปิดกั้นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา เสมือนเป็นการกดทับความเป็นปัจเจกชนในตัวมนุษย์ โดยพยายามใส่ชุดความคิดชุดเดียว คือ การไม่คิดต่างจากรัฐ ให้แก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งไม่ใช่มรรควิธีของรัฐประชาธิปไตยที่แท้จริง

             ซึ่งถ้าไทยต้องการให้ประเทศชาติสงบสุข อย่างน้อยการเปิดเวทีรับฟังทุกสิทธิ์เสียงจากประชาชนด้วยหัวใจ และหารือถึงทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน จะเป็นทางออกที่สว่างกว่า “โรดแมปปรองดอง” ที่ยังมืดมนไร้ทางดิ้น

             บทความชิ้นนี้ถือว่า เป็นผลผลิตของสื่อมวลชนที่ดีที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการรัฐ ขณะเดียวกันขอชื่นชมที่กล้าตั้งคำถาม และถ่ายทอดมุมมองที่แตกต่างเพื่อให้โอกาสทุกสิทธิ์เสียงได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าจริงๆแล้ว ข่าวหนังสือเวียนนี้แทบจะไม่มีประเด็นทางสังคมใดๆ แต่การเลือกประเด็นเสรีภาพมาเล่น ถือว่าไม่เปลืองพื้นที่สื่อ เพราะกระตุ้นให้สังคมเกิดการคิด หาคำตอบ ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่                                                                                                   

            เสียงสะท้อนจากผู้เขียน ก็เห็นด้วยว่า… อย่าคุม อย่าปิด อย่าลิดรอน อย่ากลัว  

            ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าการควบคุมความคิดมวลชนทั้งหมดด้วยชุดความคิดเดียวอีกแล้ว เพราะนั่นคือเผด็จการดีๆนี่เอง

คนเฝ้าสื่อ

Posted: November 9, 2010 in Book Review

                “เสรีภาพของสื่อ…ไม่ได้ แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ หากปราศจากสิทธิและอำนาจของประชาชนในการถ่วงดุลและล้อมกรอบเสรีภาพนั้น เพื่อให้สื่อทำหน้าที่ด้วยสำนึกแห่งจรรยาบรรณ เพื่อประโยชน์แก่มวลชนอย่างแท้จริง หนังสือเล่มนี้ได้ฉายภาพสื่อในแง่มุมต่างๆ ในฐานะ “คนเฝ้าสื่อ” ที่ปรารถนาให้สื่อทำหน้าที่ “ผู้นำความคิดแก่ประชาชน” ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรมมากที่สุด

                 เพราะสื่อคือ สามัญชนคนธรรมดาที่มีฐานะเป็นบุคคลสำคัญของทุกประเทศ !

                 ในท่ามกลางผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อคนในสังคม สื่อมวลชนนับเป็น “Master of thoughts” ที่สำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดวาระทางสังคม เนื่องจากการรับรู้ข่าวสารในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยช่องทางสื่อในการเข้าถึงสถานการณ์บ้านเมือง ถ้าสื่อไม่ดำรงตนเป็น Watchdog ที่ดี ประชาชนอาจได้รับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือนไปจากความเป็นจริงและมีส่วนประกอบสร้างให้ประวัติศาสตร์ สังคม และบริบทบ้านเมืองผิดเพี้ยนไปได้ เป็นนิมิตหมายที่ดี…ที่มีประชาชนบางกลุ่มตั้งธงตนเองเพื่อทำหน้าที่คอยตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ซึ่งมองว่า “ถ้าสื่อไม่ดี สังคมก็ไม่ดีตามไปด้วย”

                เสรีภาพสื่อมวลชนกับการเคารพสิทธิประชาชน

                การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนถือว่าเป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงของอำนาจใดๆในระดับหนึ่ง อีกทั้งมีเสรีภาพอย่างเหลือเฟือในการนำเสนอข่าวหนึ่งเรื่อง แต่บางครั้ง ขอบเขตของเสรีภาพสื่อมวลชนกลับเหลื่อมล้ำกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การนำเสนอข่าวอาชญากรรม สื่อมวลชนมีภาวะเห็นคุณค่าผู้อื่นลดลง เกิดปัญหาความด้อยทางจิตสำนึกเชิงคุณธรรม กล่าวคือ สื่อมวลชนไม่เคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สื่อมวลชนขาดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ตกเป็นข่าวและสื่อมวลชนดำเนินงานเพียงเพื่อธุรกิจสื่อตามกลไกตลาด ซึ่งสื่อมวลชนกล่าวอ้างได้ว่า ถ้าคนในสังคมได้รับสิทธิและเสรีภาพในการเลือกที่จะรับข่าวสาร ถ้าข่าวใดไม่ดี เขาก็มีสิทธิไม่รับและหันไปรับสื่อที่ดีกว่า แต่นั่นแสดงให้เห็นว่า สื่อมวลชนปัดความรับผิดชอบตกไปเป็นของประชาชนผู้รับสาร ในความเป็นจริงสื่อมวลชนถูกคาดหวังสูงในมีจิตสำนึกในระดับบุคคลที่เหนือกว่านั้น มีเรื่องความดีงามเข้ามาเกี่ยวข้อง มีความเสียสละที่มาเหนือความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์สังคมในหน้าที่ “educate” โดยเป็นแบบอย่างสร้างค่านิยมที่ดีทางข่าวสารให้กับประชาชน

                 คนเฝ้าสื่อได้แต่หวังว่า…สื่อมวลชนควรรวมพลังกันเพื่อรื้อฟื้นจิตสำนึกแห่งความถูกต้องอันชอบธรรมอันตั้งอยู่บนพื้นฐานความดีงามของความเป็นมนุษย์ และตั้งตนเป็นผู้นำต้นแบบที่สร้างจิตสำนึกใหม่แก่ประชาชน ช่วยเยียวยาผู้ตกเป็นข่าวไม่ให้ต้องได้รับการตอกย้ำความเจ็บปวดไปตลอดชีวิต

                 อิทธิพลโทรทัศน์กับการนำสังคม

                 สื่อโทรทัศน์ได้รับความนิยมอย่างมากมายในเมืองไทย สถานีโทรทัศน์ของภาครัฐและเอกชนผุดขึ้นเกาะกระแสสื่อใหม่เพื่อสร้างฐานกลุ่มผู้ชมอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องโทรทัศน์ออนไลน์ ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านเนื้อหา สามารถตอบสนองผู้ชมได้อย่างจุใจ แต่นำมาสู่ปัญหาคือ โทรทัศน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลนำคนดู แต่มีเนื้อหาเชิงเชิญชวน ปลุกปั่น และสร้างค่านิยมที่มิชอบให้เกิดผู้ชม เช่น การอัดโฆษณาเพื่อประโยชน์ด้านรายได้ทางการตลาดมากกว่าการใส่ใจเนื้อหาของผู้ชม รายการโทรทัศน์ดีๆ ที่ต้องการสร้างสรรค์ปัญญากลับถูกข้อจำกัดเรื่องโควต้าเวลาในการฉายโฆษณา ทำให้รายการโทรทัศน์บางรายการถูกถอดออกจากผัง รายการที่ยังติดผังรายการอยู่ได้ คือ รายการที่ยอมรับข้อตกลงเรื่องผังการออกอากาศโฆษณา นั่นหมายความว่า สาระของรายการถูกหั่นลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่ผู้ชมได้ดูคือ สาระกึ่งหนึ่ง และโฆษณาทุก ๆ 15 นาที ซึ่งมองว่าเกินความจำเป็นในการพยายามสร้าง Awareness ให้แก่แบรนด์สินค้า

                 คนเฝ้าสื่อก็ได้แต่หวังว่า…รายการโทรทัศน์ดีๆจะอยู่ในสังคมไทยไม่ได้หากประชาชนไม่ลุกขึ้นสนับสนุนให้ดำรงอยู่ ประชาชนฝันจะเห็นรายการโทรทัศน์ที่เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์เชิงบวกที่มีส่วนช่วยกันสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

                วัฒนธรรมฮอลลีวูด กับอิทธิพลทางวัฒนธรรมในสังคมไทย

                สื่อภาพยนตร์ที่เข้าสู่โรงภาพยนตร์ไทยปีละเป็นจำนวนมากนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์กระแสหลักจากฮอลลีวู้ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งดีที่ประชาชนจะได้รับชมความทันสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ปรากฏในภาพยนตร์ แต่สิ่งที่มาพร้อมกับตัวภาพยนตร์และทรงอิทธิพลต่อทุกๆสังคมที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเข้าไปถึง นั่นคือ ค่านิยมทางวัฒนธรรมตะวันตก ที่เสมือนเป็น “ดาบสองคม” มีทั้งค่านิยมที่ดี และไม่ดี ควบคู่กัน ค่านิยมด้านบวกจากวัฒนธรรมฮอลลีวู้ด คือ ภาพประวัติศาสตร์แห่งการเรียกร้องอิสรภาพจนได้รับชัยชนะ มิตรภาพอันบริสุทธิ์ระหว่างเด็กกับมนุษย์ต่างดาว การนำเสนอความสัมพันธ์ของสังคมปัจเจกชนนิยมที่ต้องได้รับการปรับเปลี่ยน การรื้อฟื้นการเห็นคุณค่าของครอยครัว ในขณะที่ค่านิยมด้านลบกลับถาโถมและสร้างพลานุภาพแก่สังคมไทย ได้แก่ วัฒนธรรมบริโภคนิยม ผ่านความหรูหรา ความฟุ้งเฟ้อของดาราตะวันตก ค่านิยมความรุนแรงผ่านฉากแอคชั่น ที่สนับสนุนวิธีใช้ความรุนแรงในการเอาตัวรอดในสังคมที่มีความขัดแย้ง และค่านิยมเสรีภาพทางเพศที่นำเสนอประเด็น Free Sex ที่ขัดกับค่านิยมวัฒนธรรมชาติตะวันออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกสังคมในโลก เพราะฮอลลีวู้ดมีอิทธิพลทรงพลังเหลือเกินในการเป็น “Masterpiece of World Norms”

                คนเฝ้าสื่อได้แต่หวังว่า…การติดตามเนื้อหาของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมีผลต่อความคิดและจิตใจของคนเราอย่างมาก ยิ่งเมื่อเราเกิดความประทับใจกับบางตอนของเรื่อง พฤติกรรมของคตัวแสดงนั้นก็จะกลายเป็นแบบอย่างที่เรานำไปปฏิบัติได้อย่างมั่นใจโดยที่เราไม่อาจจะลบเลือน เส้นแบ่งแห่งความถูกต้องและความผิดพลาดจากเราไปอย่างไม่รู้ตัว

                บริโภคนิยมผ่านสื่อโฆษณา

                หนังสือเล่มนี้พยายามชี้ให้เห็นความจริงประการหนึ่ง คือ สังคมไทยถูกครอบงำด้วยภาวะบริโภคนิยม วัตถุนิยมผ่านสื่อโฆษณาที่สร้างสรรค์ภาพพจน์ของสินค้าจนโดดเด่นสะดุดตา เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้าเกิดทัศนคติที่ดีต่อสินค้า จนกลายเป็นความจำเป็นเกินความต้องการจริง โฆษณาจำนวนมากให้ค่านิยมที่มองว่า การมีชีวิตที่หรูหราเป็นสิ่งที่พึงมี พึงเป็นจนเกินฐานะที่แท้จริงของบุคคล การโฆษณามีส่วนส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมให้เกิดความทะเยอะทะยาน ความต้องการอยากมีอยากเป็นมากยิ่งขึ้นในจิตใจ ซึ่งสังคมไทยถูกครอบงำอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและปฏิเสธไม่ได้ว่าใครๆต่างก็ต้องการบริโภคสินค้าที่มีภาพลักษณ์ดีกว่าสินค้าที่แพคเกจดูไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งนี้เองที่เป็นบ่อเกิดค่านิยมฟุ่มเฟือยให้แก่สังคม ผ่านโฆษณาซึ่งเป็นสื่อมวลชนรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน

               คนเฝ้าสื่อได้แต่หวังว่า…ผู้ผลิตชิ้นงานโฆษณาควรตระหนักว่าตนเป็นผู้บ่มเพาะและปลูกฝังค่านิยมบริโภคนิยมให้ซึมซาบลงในจิตใจคนในสังคมโดยไม่รู้ตัว การมีจิตสำนึกรับผิดชอบส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยังไงตนก็คือ ผู้นำทิศทางความคิดของประชาชน จะละเลยส่วนนี้ไม่ได้

               สื่อควรใช้ปัญญาในการตรวจสอบความจริง

               หัวหอกทางปัญญาของสังคมอย่างสื่อมวลชนจำเป็นต้องใช้ปัญญาของตนเองในการทำหน้าที่ตรวจสอบความจริงให้กับสังคม สื่อมวลชนถูกเรียกร้องให้มีวิจารณญานในการทำหน้าที่อย่างสูง มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลนอกเหนือไปจากการมีประสบการณ์ในการทำข่าว หากสื่อมวลชนเสนอข้อเท็จจริงอย่างมีปัญญา อย่างยุติธรรม และเห็นแก่ศักดิ์ศรีของบุคคล จะเป็นเหตุให้เกิดการสร้างปัญญาในจิตใจคน ซึ่งสื่อต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพแห่งปัจเจกชน ในขณะเดียวกันประชาชนทุกคนต้องได้รับสิทธิในการป้องกันตัวเองให้พ้นจากสื่อที่ใช้อำนาจอย่างไม่สมควรด้วย

                การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)

                ในขณะที่สื่อมวลชนไทยยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณของสื่อมวลชนได้อย่างเป็นรูปธรรมสมบูรณ์ ประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะประเมินข่าวต่างๆอย่างรอบคอบ โดยใช้หลักแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือการตีความ ใช้หลักช้าในการตัดสินใจ ไม่เชื่อข่าวใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์มูลความจริง ต้องมีควารมคิดอ่านสูงเพียงพอ เชื่อในส่วนที่ดีไว้ก่อนเสมอ โดยไม่ปรักปรำเชื่อว่าคนที่ตกเป็นข่าวนั้นเป็นคนผิด เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าคนบริสุทธิ์ เราต้องไม่พิพากษาปรักปรำคน ไม่รับฟังข่าวลือที่ไม่มีมูลเหตุใดๆ

                 คนเฝ้าสื่อได้แต่หวังว่า…เมื่อสื่อมวลชนมีจรรยาบรรณ และสื่อสารข่าวที่ถูกต้อง ผู้อ่านจะสามารถรับข่าวสารไปได้อย่างถูกต้อง เพื่อวิเคราะห์ตัดสินใจได้ถูกต้องด้วยและไม่ถูกพัดพาไปตามกระแสที่สื่อมวลชนก่อขึ้นมาเองด้วย

                  ข้อเสนอจัดเรตติ้งสื่อมวลชน

                 คนเฝ้าสื่อ ต้องการเสนอให้สังคมไทยมีการจัดเรตติ้งหรือการจัดอันดับสื่อมวลชนด้านต่างๆเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสื่อให้สูงขึ้น ทั้งนี้ประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ แยกแยะได้ว่าสื่อใดมีคุณค่าควรแก่การติดตามรับรู้ข่าวสาร และสื่อใดไม่สมควรยกย่องในฐานะสื่อ โดยพิจารณาในแง่มุมต่างๆ เช่น 1. การจัดอันดับความเป็นกลางในการเสนอข้อเท็จจริง 2. การจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างสื่อ 3. การจัดอันดับสถิติการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท 4. การจัดอันดับการเสนอข่าวที่สร้างสรรค์ 5. การจัดอันดับสื่อที่เสนอภาพและการใช้ภาษาที่สุภาพ

                 คนเฝ้าสื่อได้แต่หวังว่า…ถ้าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างองค์กรธุรกิจสื่อเข้ามาขัดเรื่องการจัดตั้งองค์กรจัด เรตติ้ง สื่อไทยคงมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อส่วนรวม ทำให้ผู้รับสื่อคนไทยเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดก็เป็นได้ แต่ในกรณี ประเทศไทยแล้ว โอกาสที่จะเกิดองค์กรจัดเรตติ้งคงยาก เพราะไปกระทบเรตติ้งรายการที่สร้างสมมานาน ถ้าการจัดเรตติ้ง จะมาทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กรสื่อก็คงเกิดได้ยาก นั่นคือ สื่อกลัวที่จะถูกตรวจสอบ!!

                  เจตนาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้จงใจวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรสื่อในประเทศไทยอย่างชนิดที่ว่ายก เครื่องหมดดีที่สุด แต่มองเห็นความต้องการในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เฝ้ามองพฤติกรรมของสื่อมวลชนมาตลอดชีวิต และมองเห็นข้อบกพร่องของสื่อมวลชนซึ่งสวมใส่หน้ากากของผู้มีอิทธิพลกำหนดความคิดของประชาชนทั้งประเทศ การ เสนอแนวคิดเพื่อส่งต่อให้สื่อมวลชนนำไปปรับปรุงพัฒนาทั้งหมดล้วนเป็น Good Will ของประชาชนคนหนึ่งที่ปรารถนา จะเห็นสังคมที่สื่อประกอบสร้าง”ความจริง” ให้รับรู้มากกว่าสื่อประกอบสร้าง”ความเสมือนจริง” โดยเปกค่านิยมการไม่ ยอมรับความจริงในภายหลัง ซึ่งนั่นไม่ใช่หนทางไปสู่สังคมแห่งการพัฒนาของประเทศไทย

                ยินยอมและพร้อมรับฟังข้อบกพร่องของสื่อมวลชนรุ่นพี่ทั้งหมด ในฐานะนักเรียนเรียนสื่อที่กำลังจะก้าวไปสวม หน้ากากสื่อในอนาคต และมองเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนเข็มทิศชี้ชะตาประเทศไทยดีๆเล่มหนึ่ง ซึ่งขีดสร้างจาก ข้อมูลและความจริงของปากคำประชาชนที่ไม่ต้องการให้สื่อดำรงตนไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงหลักความถูกต้องทั้ง ด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร และจรรยาบรรณที่มาพร้อมกับการเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวผู้ตกเป็นข่าว

               “คนเฝ้าสื่อ” พยายามตั้งคำถามบทบาทหน้าที่ จรรยาบรรณ และใส่ความหวังของประชาชนที่มีต่อสื่อมวลชนลง ไปอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็ช่วยหาคำตอบที่เหมาะสม เพื่อกำหนดท่าทีของสื่อมวลชนในบริบทที่ควรจะเป็น ที่ถือว่า คนเฝ้าสื่อทำหน้าที่ผู้ถามและผู้ตอบที่สร้างสรรค์ ถึงแม้ในความเป็นจริง คำถามและคำตอบเหล่านั้นจะถูกกำนหดด้วยตัว แปรบริบททางสังคมบางประการ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า มีการเคลื่อนไหวของประชาชนเกิดขึ้นต่อการปฏิบัติของ สื่อมวลชนในสังคมไทย

               การพูดออกมาเช่นนี้ย่อมดีกว่าไม่พูด เพราะการพูดออกมาจะทำให้รู้ว่าเราเจตนาส่งสารถึงใคร หนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าจะถูกส่งไปถึงองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนในแง่ของการนำไปปฏิบัติ จะเกิดเป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่นั้น ก็ต้องรอกระบวนการพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนไปตามวาระสำคัญก่อนหลัง

               สำนวนการเขียนที่เล่าตรงไปตรงมา สื่อว่าปัญหาคืออะไร ตัวอย่างที่เป็นปัญหาคืออะไร ทางแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นคืออะไร นี่คือ จุดเด่นของ “คนเฝ้าสื่อ” พูดตรงประเด็น ตอบตรงประเด็น!

               ถึงแม้ในใจจะคิดว่า สื่อมวลชนควรเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในการพิจารณาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองมีความวิกฤตมากกว่าบทบาทสื่อมวลชนซึ่งสามารถขัดเกลา ปรับเปลี่ยนได้ในภายหลัง การยกยอดปฏิรูปสื่อมวลชนออกไปก็สมควรแก่เหตุ แต่ไม่ควรยกทิ้ง เพราะสื่อคือหอกดาบแห่งข้อมูลไม่แพ้ทหารที่มีอาวุธทีเดียว

                 ถ้าสื่อยืนอยู่ข้างความจริง ทุกคนจะได้รับความเป็นธรรม ถ้าสื่อยืนอยู่ข้างความยุติธรรม ทุกคนจะได้รับความเสมอภาค ถ้าสื่อยืนอยู่ข้างความรับผิดชอบ ผู้รับสื่อจะได้รับสารที่เหมาะสม ถ้าสื่อยืนอยู่ใต้อำนาจ ผู้รับสื่อจะตกเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจ ถ้าสื่อยืนอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ ผู้รับสื่อจะถูกล่อให้รับสิ่งที่มีโทษ ถ้าสื่อยืนอยู่ใต้อคติ ผู้รับสื่อจะเป็นฆาตกรประหัตประหารเหยื่อสื่อ ถ้าสื่ออยู่ใต้อารมณ์ ผู้รับสื่อก็จะตัดสินตามกระแสเหนือเหตุผล

               ถูกต้องครับ! ถ้าสื่อเป็นเช่นไร ผู้รับสื่อก็เป็นเช่นนั้น…

                      

ภาพ : publicthaionline

ขุมปัญญาเล่มนี้สร้างสรรค์โดย นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ที่เรียกได้ว่ากล้าท้าทายคำประกาศิตระดับโลกที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” (Imagination is more important than Knowledge) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยบัญญัติคำศัพท์ใหม่ขึ้นเป็น “วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้” (Culture is more important than Knowledge) โดยเสนอว่า ความรู้ไม่ได้ทำงานอย่างอัติโนมัติ ถ้าไม่มีวัฒนธรรมมารองรับหรือกำหนดแนวทางที่จะนำมันไปใช้ ความรู้ก็ไม่ทำงาน ท่ามกลางกระแสการยกย่องความรู้แบบ “นำเข้า” รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้อย่างหลับหูหลับตาในปัจจุบัน

ท่านได้เสนอแนวคิดสวนกระแสขึ้นมาว่า ความรู้นั้นถูกบงการโดยวัฒนธรรม และนี่คือขุมปัญญาราคา 160 บาทเล่มที่ว่า… “ มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” นิธิ เอียวศรีวงศ์

ถ้าจะให้ระบุความดีเด่นของเจ้าหนังสือเล่มนี้ คงพูดได้เต็มปากว่า “คำถามที่ดี มีค่ากว่า คำตอบที่ถูกต้อง” ด้วยความน่าสนเท่ห์ในคำนำ’ตูน โดย เรณู ปัญญาดี ที่บรรจงเนรมิต “นิธิแลนด์” หรือเมืองแห่งความคิดฝันของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ขึ้นมาบน 24 หน้ากระดาษ ซึ่งเต็มไปด้วยสัญญะทางรูปภาพ จั่วหัวท้ายด้วยการบรรยายข้อมูลให้ทำความรู้จักกับตัวตนของผู้เขียน ก่อแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเกิดความอยากติดตามต่ออยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่เกริ่นนำในคำนำ กลับเป็นธงแห่งความสงสัยให้แก่ผู้อ่านส่วนใหญ่ว่า “สิ่งที่ฉันไม่รู้ คือทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้” เพราะแนวคิดของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ออกจะสวนทางกับกระแสสังคมเสียเป็นส่วนใหญ่

กล่าวได้ว่า “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงฝีไม้ลายเซ็นของการเป็นผู้มองโลกเชิงวิพากษ์ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านทั่วไปที่สนใจบทอ่านเชิงปัญญาวิพากษ์วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นบทเขียนที่ตั้งคำถามถึง 3 คำใหญ่ๆของสังคมไทย คือ การศึกษา(Education), สังคม(Society) และวัฒนธรรม(Culture)

การศึกษา ถูกหยิบยกเป็นประเด็นมากที่สุด รองลงมา คือ วัฒนธรรม และสังคม ดังนั้น โมเดลตัวอักษรของ “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” จึงเป็นกระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อน “ความจริงแท้” ที่ควรได้รับความสนใจ เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาไทย สังคมไทย ตลอดจนวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาในประเด็นระดับมหภาคที่ผู้เขียนเอาใจใส่ในการสังเคราะห์ “แก่นแท้” ของปัญหาสังคม เรียบเรียงสำนวนออกมาเป็น “ขุมคลัง” ที่ตอบโจทย์สิ่งที่สังคมดูเหมือนจะมองข้ามความสำคัญไป และ “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” มี “คลังข้อมูลที่ไม่ควรพลาด 4 ประการ” นับตั้งแต่คำนำไปจนถึง บทสุดท้าย

นั่นคือ ไม่ควรพลาดว่า…การศึกษา คือ รากฐานของสังคม

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มุ่งประเด็นวิพากษ์สถาบันการศึกษาไทยในประเด็นต่อไปนี้ คือ ตั้งคำถามกับระบบความคิดของมหาวิทยาลัยไทยว่าไม่ปลูกฝังค่านิยมการตั้งคำถาม แต่ชอบรับคำถามจากต่างประเทศแล้วมาคิดหาคำตอบที่ตายตัวอยู่แล้ว ในบท “ หอคอยที่ไร้คำถาม” วิพากษ์การศึกษาระดับอุดมศึกษาว่าเป็นการรับใช้ลัทธิอุตสาหกรรม ทำลายศักยภาพมนุษย์ แต่ ”มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” สนใจคำถามและมาเรียนร่วมเพื่อหาคำตอบที่ทุกคนต้องเรียนด้วยตนเอง ในบท “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ชี้ระบบการศึกษาไทยอ่อนแอ ถูกชักจูงง่าย รับศาสตร์จากตะวันตกมาตั้งใหม่ โดยไม่นำมาปะติดปะต่อกับศาสตร์เฉพาะของท้องถิ่น ในบท “ภูมิศาสตร์ไทย” วิพากษ์สังคมที่พยายามปั้นและดันอัจฉริยบุคคลมากเกินไป โดยเป็นการสร้างยักษ์บางตัวให้เด่นแทนที่จะสร้างทั้งหมดให้เด่น ในบท “ยักษ์อัจฉริยะ” ชี้ให้เห็นคุณค่าของ “คนนอก” หรือ “ผู้รู้ท้องถิ่น” ที่สามารถช่วยขยายฐานความรู้ให้กับการศึกษาไทยได้ ไม่เน้นการศึกษาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน แต่การศึกษาที่แท้จริงเกิดได้ทุกที่ ในบท “พิพิธภัณฑ์” สะท้อนค่านิยมคนเก่งไม่ยอมเรียนครู ค่านิยมของการเรียนครูกลับเป็นความล้าสมัยในสังคมไทย อ.นิธิ อยากให้สังคมเป็นครูแก่กัน สร้างบทบาทครูให้เป็นผู้จัดการความรู้มากกว่าผู้บอกหนังสือ ในบท “ครู” วิจารณ์สังคมโลกาภิวัตน์ที่สร้างแต่ “การรับรู้” โดยไม่เกิดการเรียนรู้และตั้งคำถาม เสมือนเป็นการส่งเสริมให้คนเป็นแต่เพียงผู้รับสารที่ไหลล้นในสังคมไทยโดยปราศจากการจัดการข้อมูล ในบท “โลกาภิวัตน์ = เคเบิลใยแก้ว? ” Creative Thinking ของสังคม เกิดจากการคิดตามครูผู้สอน ควรเปลี่ยนเป็นการหาคำตอบด้วยการสัมผัสของจริงแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้ได้คำตอบหลายแง่มุม นี่คือการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนโดยไม่รู้ตัว ในบท “การคิดเชิงสร้างสรรค์” สังคมไทยยังขาดความรู้รอบตัว เพราะการสอบเน้นให้เด็กท่องจำ ในบท “ความรู้รอบตัว” โดยสรุป อ.นิธิ ต้องการใส่ Input ให้แก่ผู้อ่านโดยชี้ให้เห็นความเกี่ยวโยงระหว่างการศึกษากับมิติสังคมว่า สังคมที่เจริญงอกงามและมีความยั่งยืนต้องมีรากฐานด้านโลกทัศน์ที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ความรู้ที่ท่านเรียกร้องหา จึงเป็นความรู้ที่ถูกกำกับดูแลโดยศีลธรรมและเกิดจากผู้เรียนเป็นคนตั้งคำถามและหาคำตอบภายใต้บริบททางสังคม วัฒนธรรมของตนเอง

                 ไม่ควรพลาดว่า…สังคม คือ ระบบของมนุษย์

นอกจากประเด็นด้านการศึกษาแล้ว อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังพยายามทำความเข้าใจกับประเด็นด้านสังคม เพราะถือว่า สังคมเป็นการรวมกลุ่มและการจัดระบบของมนุษย์ให้อาศัยอยู่ร่วมกันได้ ถ้าสังคมไม่ดีย่อมไม่พัฒนาระบบความคิด วัฒนธรรม การศึกษา การเรียนรู้ รวมถึงทุกอย่างที่ก่อเกิดในสังคมได้ ความพยายามทำความเข้าใจสังคมอย่างถ่องแท้ของอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้นำมาสู่การตั้งคำถามต่างๆใน “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” เช่น บท “เวทีเปิดที่เปรตปิดไม่ได้” เป็นบทที่สื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นเวทีเปิดให้แถลงประเด็นใดๆก็ได้แก่ประชาชน ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะมีประเด็นคัดค้านถกเถียงอย่างไร สังคมก็ยังได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่ถกเถียงนั้นอยู่ดี อ.นิธิต้องการวิพากษ์บทบาทมหาวิทยาลัยต่อสังคมว่า “ตราบเท่าที่มีมหาวิทยาลัย ก็จะมีเวทีเปิดสำหรับทุกคนเสมอ” ซึ่งท่านเห็นว่าถ้าสังคมไม่มีเวทีให้แสดงเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน ก็จะไม่เกิดเสรีภาพที่นำไปสู่การเรียนรู้ใดๆเลย บท “สวัสดีครับ ที่นี่เสียงประชาชน” ต้องการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามเรื่องวิทยุชุมชนกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนซึ่งมีสิทธิถือเงื่อนไขออกอากาศเพียง 20% โดยต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายพลังชุมชน ซึ่งสนับสนุนหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และกำหนดประเด็นสาธารณะได้ แต่ถูกอำนาจรัฐจัดสรรโครงสร้างวิทยุชุมชนทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเงื่อนไข 20% ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งถ้าสังคมใดมีรัฐที่ไม่เห็นความสำคัญของประชาชนส่วนใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้ง่าย เพราะประชาชนถือเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมที่สำคัญที่สุด

                ไม่ควรพลาดว่า…มนุษย์ คือ ผู้สร้างวัฒนธรรม

หนังสือเล่มนี้ยกย่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์สูงมาก โดยระบุว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมให้แก่สังคม ขณะเดียวกันวัฒนธรรมคือความรู้ ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นผู้สร้างความรู้ โดยในบท “วัฒนธรรมคือความรู้” กล่าวถึงอาชีพชาวนาว่าถูกมองเป็นอาชีพของคนจนมุม แต่อาชีพนี้มี 2 วัฒนธรรม คือ ความรู้ และโลกทัศน์ ซึ่งวัฒนธรรมชาวนาไม่ใช่วัฒนธรรมขยายความเจริญ ไม่มุ่งกำไร แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่นอกเหนือจากการครอบงำของโลกทัศน์ทุนนิยม ซึ่งถือว่าชาวนาเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมในตนเอง ปลอดจากการถูกครอบงำจากอำนาจทุนนิยมใดๆ ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการอ่านถูกหยิบบกมาเป็นประเด็น เนื่องจากวัยรุ่นดำรงอยู่ท่ามกลางสื่อจำนวนมาก แต่อ่านหนังสือน้อยลง เพราะมนุษย์สร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ไม่เข้มแข็ง(การอ่านต้องอาศัยการตีความ) คนไทยเคยชินอยู่ในวัฒนธรรมการฟังมากกว่า ซึ่งอ.นิธิ พยายามกระตุ้นให้สังคมปรับเปลี่ยนวิธีคิด สร้างวัฒนธรรมการอ่านเสียใหม่ มนุษย์ก็เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมการใช้กระดาษด้วย เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา มนุษย์จำนวนมากหันไปใช้คอมพิวเตอร์ เคยชินกับการเขียนและการพิมพ์ จนไม่ชินกับการเขียนบนกระดาษหรือการอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ แต่บทนี้พยายามชี้ให้เห็นว่ายังมีมนุษย์หลายกลุ่มที่เห็นคุณค่าของกระดาษ เพราะนอกจากจะได้ Message แล้วยังให้ความรู้สึกของการอ่านมากกว่าการอ่านบนจอคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมกระจายตัวอยู่ในทุกอณูของสังคม แม้แต่เรื่อง Censorship ยังแสดงออกถึงวัฒนธรรมไทยได้ชัดเจนซึ่งเล่นตัดส่วนที่ไม่อยากให้สังคมรับรู้ออก มีอะไรปิดได้ก็ปิด เพราะเห็นว่าการเปิดไม่ได้ก่อให้เกิดค่านิยมที่ดีต่อสังคม ในทางกลับกัน การสร้างวัฒนธรรมให้รัฐเปิดกว้างทางการสื่อสาร และให้ประชาชนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะเน้นคุณค่าในตนเองของมนุษย์ได้มากขึ้น

                 ไม่ควรพลาดว่า…วัฒนธรรม คือ ตัวกำกับความเป็นไทย

สิ่งสุดท้ายที่หนังสือเล่มนี้พยายามขมวดประเด็น คือ การศึกษาเรื่องราวความเป็นไปของสังคม มนุษย์ และวัฒนธรรมตามสายตาของอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ล้วนเป็นการศึกษาที่เน้น “ย้อนมองตนเอง” ซึ่งบางครั้งการที่สังคมพยายามจะศึกษาประเด็นมหภาค หรือสิ่งที่อยู่ไกลตัวเกินไป จะทำให้สังคมนั้นไม่เข้าใจและเกิดความสับสนในตนเอง จะเห็นได้ว่าคำถามทั้งหลายทั้งปวงที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ พยายามสรุปในแต่ละบท ล้วนเป็นการมองจากด้านในตนเองออกไป มองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและมีอิทธิพลต่อคนใกล้ตัวและสังคมที่อาศัยอยู่อย่างเด่นชัด ข้อดีของแนวคิดอ.นิธิ คือ การอธิบายสิ่งเล็กๆ บวกสิ่งที่ใกล้ตัวไปสู่สิ่งใหญ่ๆ คำอธิบายของท่านจึงดูมีหลักการและน่าเชื่อถือจากนักคิด นักวิชาการมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปรารถนา คงเป็นเพียงพลังในมนุษย์ที่จะลุกขึ้นมาค้นหาตนเอง เพื่อใช้อธิบายชุมชน อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ประเทศ และระดับที่เหนือกว่า คงไม่มีประโยชน์อะไรถ้ามนุษย์เกิดมาเรียนรู้จาก “การรับรู้” เพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่ามนุษย์ในทัศนะอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ คือ มนุษย์ต้องรู้จักตนเองให้มากที่สุดด้วยกระบวนการตั้งคำถาม

ถ้าไม่ตั้งคำถาม ก็ไม่มีคำตอบ ถ้าไม่มีคำตอบ ก็ไม่มีคำอธิบาย…

อย่างไรก็ดี…คำถามที่ดีมีค่ามากกว่าคำตอบที่ถูกต้องมากนัก!

ตั้งคำถามกันเถอะว่า อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียน “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” ทำไมกัน?